กัมพูชา ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกข้อ ไทยมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง ป้องกันประเทศ ปกป้องประชาชน ตามมาตรา ๕๑ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ

เผยแพร่เมื่อ ๑๒ ส.ค. ๒๕๖๘

ภาพประกอบข่าว

กองทัพบก ระบุว่า แม้จะเป็นช่วงของการหยุดยิง และรอการเจรจาของระดับ RBC และ GBC แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชายแดน และการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ทำให้ฝ่ายความมั่นคงและกองทัพ กำลังพิจารณาถึงการตอบโต้เท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน กรณีการปฏิบัติการเชิงป้องกัน (Preemptive Defensive Action) ต่อภัยคุกคามจากกัมพูชา


๑.ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) ที่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้

• ส่งอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เข้ามาในน่านฟ้าไทยหลายครั้ง เพื่อสอดแนมและเก็บข้อมูลทางทหาร

• เสริมกำลังทางทหารอย่างต่อเนื่องบริเวณแนวชายแดน

• เผยแพร่ข้อมูลและถ้อยคำยั่วยุที่ขัดต่อบรรยากาศสันติภาพ

• ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จัดขึ้น ณ ประเทศมาเลเซีย สถานการณ์ดังกล่าวนี้ มีลักษณะเป็นภัยคุกคามใกล้เกิดขึ้น (Imminent Threat) ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของไทย


๒. กรอบกฎหมายที่ใช้ : ประเทศไทยใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตาม มาตรา ๕๑ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter, Article ๕๑)

• ให้สิทธิรัฐใช้กำลังป้องกันตนเองเมื่อเกิดการโจมตีด้วยอาวุธ หรือมีภัยใกล้เกิดขึ้น

• การดำเนินการต้องมี ความจำเป็น (Necessity) และ ได้สัดส่วน (Proportionality)

• หลังการปฏิบัติ ไทย รายงานเหตุการณ์และเหตุผลต่อ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อความโปร่งใส


๓. ลักษณะการปฏิบัติการ

• เป็น การโจมตีเชิงป้องกันแบบจำกัดขอบเขต (Limited Preemptive Strike)

• ใช้กำลังเท่าที่จำเป็น เพื่อทำลายขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายตรงข้ามที่เป็นภัยคุกคามโดยตรง

• เลือกเป้าหมายที่เป็น โครงสร้างทางทหาร เท่านั้น

• หลีกเลี่ยงการโจมตีพื้นที่พลเรือนทุกกรณี

• ปฏิบัติการเป็นไปตาม กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law: IHL)


๔. เพื่อ ๑. ป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ๒. รักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ๓. ลดขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามในการเปิดฉากโจมตี ๔. ส่งสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมปกป้องตนเอง แต่ไม่มุ่งรุกราน ๕. การสื่อสารและความโปร่งใส

• ไทยมีหลักฐานยืนยันการละเมิดน่านฟ้าและการเสริมกำลัง (ภาพถ่ายดาวเทียม, ข้อมูลเรดาร์, ซากโดรน)

• เปิดโอกาสให้บุคคลที่สามและองค์กรระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบ

• ประสานพันธมิตรและองค์การระหว่างประเทศให้รับทราบข้อเท็จจริง

• พร้อมให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันข่าวลวงและการบิดเบือน


ดังนั้น ๑. ประเทศไทยไม่ได้รุกราน แต่ใช้สิทธิตามมาตรา ๕๑ เพื่อป้องกันตนเองจากภัยใกล้เกิดขึ้น ๒. ปฏิบัติการมีความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามก่อนจะเกิดความเสียหายร้ายแรง ๓. เคารพกฎหมายมนุษยธรรม หลีกเลี่ยงการกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่ทางทหาร ๔. พร้อมทำงานกับประชาคมโลก เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค


หากถามว่า ไทยมีสิทธิตามกฎหมายในการโจมตีก่อนหรือไม่ ? คำตอบ คือ "มี" ตามมาตรา ๕๑ ของกฎบัตรสหประชาชาติ ในกรณีที่ภัยคุกคามใกล้เกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้


แล้วจะถือว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการรุกรานหรือไม่ ? คำตอบ คือ "ไม่ใช่" เป็นการปฏิบัติการเชิงป้องกันอย่างจำกัด เป้าหมายคือโครงสร้างทางทหารที่คุกคามไทย โดยไทยเราได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติแล้ว และไทยยินดีให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบุคคลที่สาม โดยไทยพร้อมกลับสู่การเจรจาเสมอ เมื่อฝ่ายตรงข้ามหยุดการละเมิดและยอมเคารพข้อตกลงที่มีอยู่


มาตรา ๕๑ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เข้ากับหลักการ Self-Defence และ Preemptive Strike รวมถึงเหตุผลว่าทำไมในกรณีของไทยกับกัมพูชา (สมมติฐานตามที่คุณให้ข้อมูล) จึงสามารถอธิบายความเหมาะสมเชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์ได้

๑. กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ: มาตรา ๕๑ กฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) Nothing in the present Charter shall impair the inherent right of individual or collective self-defence if an armed attack occurs…

• ให้สิทธิรัฐใช้ Self-Defence เมื่อมีการ “armed attack” หรือการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้น

• การใช้กำลังต้อง จำกัดขอบเขต (Necessity & Proportionality) และรายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

• ปกติแล้ว Self-Defence จะเกิดหลังจากถูกโจมตีจริง (Reactive Self-Defence)


๒. ช่องว่างกฎหมาย: Anticipatory / Preemptive Self-Defence แม้ UN Charter ไม่พูดตรง ๆ เรื่องการโจมตีก่อน แต่มีการตีความและถกเถียงในกรณีที่:

• ภัยคุกคามกำลังจะเกิดขึ้นทันที (Imminent Threat)

• รัฐต้องใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเองก่อนที่จะถูกโจมตีจริง

• หลักนี้สืบเนื่องจากกรณี Caroline Affair (๑๘๓๗) ที่วางเกณฑ์ ๒ ข้อ : ๑. Necessity: ภัยคุกคามใกล้เข้ามาและหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ๒. Proportionality: การตอบโต้ต้องไม่เกินกว่าที่จำเป็นเพื่อสกัดภัย


Reactive Self-Defence โต้ตอบหลังถูกโจมตี ถูกยิงขีปนาวุธแล้วตอบโต้

Anticipatory Self-Defence โจมตีก่อนเมื่อภัยคุกคามใกล้ถึงตัว พบหลักฐานชัดว่าข้าศึก กำลังยิงขีปนาวุธในไม่กี่นาที

Preemptive Strike-โจมตีก่อนเพื่อลดศักยภาพข้าศึกก่อนเกิดภัย ทำลายฐานบิน/คลังอาวุธก่อนที่เขาจะใช้โจมตี


๓. เชื่อมกับสถานการณ์ไทย–กัมพูชา

• กัมพูชาส่งโดรนเข้ามาในน่านฟ้าไทย (เป็น armed reconnaissance และละเมิดอธิปไตย)

• เติมกำลังตลอดเวลา ตามแนวชายแดน

• ปล่อยข่าวยั่วยุ และไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงในการประชุม GBC ที่มาเลเซีย

• ท่าทีชัดว่า เตรียมโจมตีหรือทำลายความมั่นคงของไทย


หากมองตามหลัก Preemptive Strike:

๑. ภัยใกล้เกิดขึ้น (Imminence)

• การส่งโดรนเข้าสำรวจ + เสริมกำลัง คือการเตรียมความพร้อมโจมตี

• ไม่ใช่แค่ข่มขู่ แต่มีการ “ดำเนินการทางทหาร” บนผืนฟ้าไทยแล้ว

๒. ความจำเป็น (Necessity)

• ถ้าปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามเสริมกำลังต่อ จะเสียเปรียบเชิงยุทธวิธี

• การรอให้เขาเปิดฉากโจมตี อาจทำให้สูญเสียทั้งกำลังพลและพื้นที่ยุทธศาสตร์

๓. ความได้สัดส่วน (Proportionality)

• การโจมตีจำกัดขอบเขต เช่น ทำลายฐานปล่อยโดรน, คลังอาวุธ, จุดรวมกำลัง

• ไม่โจมตีพื้นที่พลเรือน

• แสดงเจตนาชัดว่าเป็น defensive action ไม่ใช่ war of aggression

แต่เป็น ดำเนินการตามมาตรา ๕๑ เพื่อป้องกันตนเองจากภัยใกล้เกิดขึ้น

• แจ้ง UNSC และพันธมิตรทันทีหลังปฏิบัติการ


ข่าว ทีมโฆษกกองทัพบก